Copayment คืออะไร – เข้าใจก่อนโดนร่วมจ่าย 30-50%
Copayment คืออะไร?
เข้าใจก่อนโดนร่วมจ่าย 30–50%
แปลไทยเป็นไทยเรื่องเงื่อนไขร่วมจ่ายในประกันสุขภาพยุคใหม่ — เกณฑ์ 3 กรณี รายชื่อ Simple Diseases และวิธีป้องกันไม่ให้ติด โดยตัวแทน MDRT 5 ปีซ้อน
💬 ทักแชทเช็คเงื่อนไขเล่มของคุณเรื่อง Copayment คือเรื่องที่ “ตัวแทนดี” ช่วยคุณได้มากที่สุด — ทั้งก่อนสมัครและตอนวางแผนเคลม ฟลุคเล่าให้ฟังเองในคลิปด้านบนครับ
7 เหตุผลทำไมต้องซื้อกับฟลุค?
ทำประกันกับคนที่คุณเชื่อมั่นได้ — ดีกว่าไหมครับ?

นามบัตร พงศ์ภวัน เศรษฐ์ธนันท์ — คลิกเพื่อขยาย
📲 ปรึกษาฟลุคฟรี — คลิกเพื่อพูดคุยทาง LINE
- 1Copayment คืออะไร
- 2ทำไมต้องมี Copayment ด้วย
- 3แผนไหนโดน Copayment บ้าง
- 4Copayment vs Deductible ต่างกันอย่างไร
- 5เงื่อนไขการติด Copayment — เกณฑ์ 3 กรณี
- 6รายชื่อ Simple Diseases และโรคที่ไม่นับเข้าเงื่อนไข
- 7ติดแล้วติดตลอดไปไหม? — กติกาปีต่อปี
- 8ข้อควรทราบ และวิธีป้องกันไม่ให้ติด Copayment
- 9ถ้าฟลุคเป็นคุณ
- ?FAQ คำถามที่พบบ่อย
Copayment คือ เงื่อนไข “ร่วมจ่าย” ในประกันสุขภาพ ที่กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยจ่ายค่ารักษาพยาบาลร่วมกับบริษัทประกันในสัดส่วน 30% หรือ 50% เมื่อปีกรมธรรม์ก่อนหน้ามีการเคลมแบบผู้ป่วยใน (IPD) เข้าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีผลกับกรมธรรม์ประกันสุขภาพทุกบริษัทที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 เป็นต้นไป และพิจารณาเป็นปีต่อปี — ปีไหนเคลมไม่เข้าเกณฑ์ ปีถัดไปก็กลับมาคุ้มครองเต็ม 100% ตามปกติครับ
ช่วงนี้ฟลุคได้รับคำถามเรื่องนี้แทบทุกวันครับ ทั้งจากลูกค้าเดิมที่กังวลว่าเล่มตัวเองจะโดนไหม และคนที่กำลังจะซื้อใหม่แล้วลังเลเพราะกลัวคำว่า “ร่วมจ่าย” บทความนี้ฟลุคขอแปลไทยเป็นไทยให้จบในที่เดียว — อ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่ามันทำงานยังไง แผนไหนโดนบ้าง และที่สำคัญที่สุด ทำยังไงไม่ให้ติด ครับ
Copayment คืออะไร
Copayment (โคเพย์เมนต์) คือเงื่อนไขการมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกัน ในสัดส่วน 30% หรือ 50% ของค่ารักษาในปีต่ออายุ ซึ่งจะถูกเปิดใช้เฉพาะเมื่อการเคลมแบบผู้ป่วยใน (IPD) ปีก่อนหน้าเข้าเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เท่านั้น ไม่ได้มีผลตั้งแต่วันแรกที่ซื้อครับ
แปลไทยเป็นไทยก็คือ — ถ้าปีที่แล้วเราเคลมบ่อยและเคลมเยอะเกินเกณฑ์ ปีถัดไปเวลานอนโรงพยาบาล บิลค่ารักษาจะไม่ได้เบิกได้ 100% เหมือนเดิม แต่ต้องควักจ่ายเองส่วนหนึ่ง แล้วบริษัทจ่ายส่วนที่เหลือครับ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ: ติด Copayment 30% แล้วค่ารักษา 100,000 บาท — บริษัทจ่าย 70,000 บาท เราจ่ายเอง 30,000 บาท
30%
จุดที่หลายคนเข้าใจผิด และฟลุคอยากขีดเส้นใต้ไว้เลยครับ:
- ✅Copayment ไม่ได้เริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ — ทุกคนเริ่มต้นด้วยความคุ้มครองเต็ม 100% เหมือนเดิม
- ✅ถูก “เปิดใช้” ก็ต่อเมื่อการเคลมของเราเข้าเกณฑ์ที่ระบุในกรมธรรม์เท่านั้น (ดูเกณฑ์ในข้อ 5)
- ✅การนับเงื่อนไข ดูเฉพาะการเคลมแบบผู้ป่วยใน (IPD) — เคลม OPD กี่ครั้งก็ไม่ทำให้ติด แต่ในปีที่ติดร่วมจ่ายแล้ว จะต้องร่วมจ่ายทั้ง IPD และ OPD ที่รวมอยู่ในแผน (ดูข้อ 5.3)
ใครยังไม่คุ้นคำว่า IPD / OPD แวะอ่าน 7 คำศัพท์ประกันที่พบบ่อยในกรมธรรม์ ก่อนได้ครับ แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ จะเห็นภาพชัดขึ้นเยอะ

รีวิวและดูแลโดยตัวแทน MDRT 5 ปีซ้อน กรุงเทพประกันชีวิต · ทีม WunLaWealth
ทำไมต้องมี Copayment ด้วย
Copayment ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาระบบประกันสุขภาพให้จ่ายไหวในระยะยาว จากปัญหาเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้นทุกปี บวกกับพฤติกรรมการเคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น แอดมิทด้วยอาการเล็กน้อย ซึ่งผลักภาระให้เบี้ยของผู้เอาประกันทุกคนแพงขึ้น สมาคมประกันชีวิตไทยจึงสรุปแนวคิดนี้ว่า “จ่ายร่วม แต่มั่นคงระยะยาว” ครับ
เบื้องหลังคือปัญหา 2 เรื่องที่ทับกันอยู่ครับ
2.1 เงินเฟ้อทางการแพทย์
ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปีโดยที่เราไม่รู้ตัว ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่าหมอ — และมันขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า ยิ่งต้นทุนการรักษาสูง บริษัทประกันก็ยิ่งแบกรับต้นทุนการเคลมที่สูงขึ้นตาม
2.2 การเคลมที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์
เช่น การขอแอดมิทนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเล็กน้อยอย่างท้องเสียหรือไข้หวัด ที่จริงๆ กินยาพักที่บ้านก็หาย เมื่อการเคลมลักษณะนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนจะถูกเกลี่ยกลับมาเป็นเบี้ยที่แพงขึ้นของผู้เอาประกันทุกคน — รวมถึงคนที่แทบไม่เคยเคลมเลยด้วยครับ
สมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) จึงออกเกณฑ์ Copayment มาใช้ทั้งอุตสาหกรรม โดยสรุปแนวคิดไว้ในประโยคเดียวว่า “จ่ายร่วม แต่มั่นคงระยะยาว” (อ่านเอกสารฉบับเต็ม 7 หน้าของสมาคมฯ ได้ที่นี่) — ใครใช้การรักษาเกินจำเป็น ก็ร่วมรับผิดชอบต้นทุนส่วนนั้น แทนที่จะผลักภาระให้ทุกคนผ่านเบี้ยที่ขึ้นพรวดๆ
พูดตรงๆ แบบพี่น้องคุยกันนะครับ — ในมุมคนถือประกัน ไม่มีใครอยากได้เงื่อนไขเพิ่ม แต่ถ้าไม่มีกลไกนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นแทนคือเบี้ยขึ้นแรงทั้งพอร์ต หรือบางแผนถูกถอดออกจากตลาดไปเลย ซึ่งเจ็บกว่ากันเยอะ
แผนไหนโดน Copayment บ้าง
เงื่อนไข Copayment มีผลกับประกันสุขภาพของทุกบริษัท ทุกแผน ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่มีนาคม 2568 เป็นต้นไป เพราะเป็นเกณฑ์กลางของทั้งอุตสาหกรรม ส่วนกรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองก่อนหน้านั้นและต่ออายุต่อเนื่องไม่ขาดเกิน 90 วัน จะไม่มีเงื่อนไข Copayment ครับ
ข้อนี้สั้นแต่สำคัญมากครับ: นี่ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นเกณฑ์กลางทั้งอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับของ สำนักงาน คปภ. แปลว่าแผนยอดนิยมที่ฟลุครีวิวไว้ ทั้ง BLA Happy Health Premier และ BLA Prestige Health ปลดล็อค ถ้าเริ่มคุ้มครองหลังมีนาคม 2568 ก็มีเงื่อนไขนี้ระบุอยู่ในกรมธรรม์เหมือนกันหมดครับ (ใครกำลังเลือกระหว่าง 2 แผนนี้ ฟลุคเขียนบทความเปรียบเทียบ Happy Health Premier vs Prestige Health ไว้ให้แล้ว)
แล้วเล่มเก่าล่ะ? ข่าวดีครับ:
| กรมธรรม์ | เงื่อนไข Copayment |
|---|---|
| เริ่มคุ้มครองก่อน มีนาคม 2568 และต่ออายุต่อเนื่อง | ❌ ไม่มี Copayment |
| เริ่มคุ้มครองก่อน มีนาคม 2568 แต่ขาดต่ออายุเกิน 90 วัน แล้วกลับมาทำใหม่ | ⚠️ นับเป็นเล่มใหม่ → มี Copayment |
| เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 | ✅ มีเงื่อนไข Copayment ในกรมธรรม์ |
ที่มา: Q&A Copayment — กรุงเทพประกันชีวิต
Copayment vs Deductible ต่างกันอย่างไร
Copayment คือการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ (30% หรือ 50%) ของทุกค่ารักษา ซึ่งถูกบังคับใช้เมื่อเคลมเข้าเกณฑ์ ส่วน Deductible คือค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่เราเลือกรับผิดชอบเองตั้งแต่ซื้อ เพื่อแลกกับเบี้ยที่ถูกลง ถ้ากรมธรรม์มีทั้งสองอย่าง จะหัก Deductible ก่อนแล้วค่อยคำนวณ Copayment จากส่วนที่เหลือครับ
สองคำนี้คนสับสนกันเยอะที่สุด เพราะแปลเป็นไทยแล้วคล้ายกันหมด ฟลุคขอแปลไทยเป็นไทยแบบเทียบกันชัดๆ ครับ:
| Copayment (ร่วมจ่าย) | Deductible (รับผิดส่วนแรก) | |
|---|---|---|
| นิยาม | จ่ายร่วมเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาทุกบิล | จ่ายเองเป็นเงินก้อนแรกที่กำหนด ส่วนเกินประกันจ่าย |
| รูปแบบ | 30% หรือ 50% ของทุกค่ารักษา | เช่น 30,000 / 50,000 / 100,000 บาทแรก |
| ที่มา | ถูกบังคับใช้เมื่อเคลมเข้าเกณฑ์ (ไม่ได้เลือกเอง) | เลือกซื้อเองตั้งแต่แรก แลกกับเบี้ยที่ถูกลง |
| ผลต่อเบี้ย | เบี้ยไม่ลด แม้ติด Copayment | เบี้ยถูกลงชัดเจน เหมาะกับคนมีสวัสดิการอื่นรองรับ |
แล้วถ้าเล่มหนึ่งมีทั้ง Deductible และดันติด Copayment ล่ะ? กติกาคือ หัก Deductible ก่อน แล้วค่อยคำนวณ Copayment จากส่วนที่เหลือ ครับ ดูตัวอย่างจริง: มี Deductible 30,000 บาท และติด Copayment 30% — ปีนั้นแอดมิทมีบิลค่ารักษา 50,000 บาท
💰 บิลค่ารักษาทั้งหมด 50,000 บาท
👛 จ่ายเองก้อนแรก 30,000 บาท (ความรับผิดส่วนแรกที่เลือกไว้)
🛡️ ส่วนที่เหลือ 20,000 บาท เข้าสูตรร่วมจ่าย 30%
→ เราจ่าย 6,000 บาท · บริษัทจ่าย 14,000 บาท
สรุปบิลนี้: เราจ่ายรวม 36,000 บาท · บริษัทจ่าย 14,000 บาท
เงื่อนไขการติด Copayment — เกณฑ์ 3 กรณี
เกณฑ์การติด Copayment แบ่งเป็น 3 กรณี โดยดูจากการเคลม IPD ใน 1 ปีกรมธรรม์: กรณี 1 เจ็บป่วยเล็กน้อยตั้งแต่ 3 ครั้งและยอดเคลมถึง 200% ของเบี้ย ร่วมจ่าย 30% · กรณี 2 โรคทั่วไปตั้งแต่ 3 ครั้งและยอดถึง 400% ร่วมจ่าย 30% · กรณี 3 เข้าทั้งสองเงื่อนไข ร่วมจ่าย 50% ครับ
มาถึงหัวใจของบทความครับ ตัวเลขที่ใช้วัดคือ “อัตราการเคลม” (Claim Ratio):
- • เคลม IPD ≥ 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์
- • และ อัตราการเคลม ≥ 200% ของเบี้ย (2 เท่า)
- • เคลม IPD ≥ 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์
- • และ อัตราการเคลม ≥ 400% ของเบี้ย (4 เท่า)
- • เคลมเข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อในปีเดียวกัน
- • (เช่น เคลมเข้าทั้งเงื่อนไข 1 & เงื่อนไข 2 รวมกัน 6 ครั้งขึ้นไปและยอดเคลมมากกว่า 2,4 เท่าของเบี้ยประกัน เป็นต้น)
จุดสำคัญที่คนพลาดบ่อย: แต่ละกรณีต้องเข้าเกณฑ์ “ทั้งจำนวนครั้ง และ อัตราการเคลม” พร้อมกัน ครับ เคลม 5 ครั้งแต่ยอดรวมไม่ถึง 2 เท่าของเบี้ย = ไม่ติด หรือเคลมก้อนใหญ่ครั้งเดียว 3 เท่าของเบี้ย = ก็ไม่ติดเช่นกัน
5.1 ตัวอย่างคำนวณจริง (จากเอกสารสมาคมฯ)
เบี้ยประกันสุขภาพปีละ 20,000 บาท เคลมนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเล็กน้อย 3 ครั้ง: 10,000 + 15,000 + 20,000 = 45,000 บาท
อัตราการเคลม = 45,000 ÷ 20,000 × 100 = 225% → ครบทั้ง 2 เงื่อนไขของกรณีที่ 1 (≥3 ครั้ง และ ≥200%) → ปีกรมธรรม์ถัดไปร่วมจ่าย 30% ของทุกค่ารักษา IPD ครับ
5.2 จุดที่โหดที่สุดที่ต้องรู้
เมื่อติด Copayment แล้ว ปีถัดไปต้องร่วมจ่ายทุกการรักษา IPD — รวมถึงโรคร้ายแรงและผ่าตัดใหญ่ด้วย เช่น ติด Copay 30% แล้วปีถัดไปเป็นโรคร้ายแรง ค่ารักษา 200,000 + ผ่าตัดใหญ่ 300,000 + โรคร้ายแรงอีก 200,000 บาท — เราต้องควักเอง 210,000 บาท จากยอดรวม 700,000 บาท
5.3 แล้ว OPD ล่ะ? — นับก็ไม่นับ แต่ปีที่ติดอาจโดนด้วย
ตรงนี้คนสับสนเยอะมาก ฟลุคขอแยกให้ชัดเป็น 2 จังหวะครับ:
- 🔍จังหวะ “นับเงื่อนไข”: นับจากการเคลมแบบผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น — เคลม OPD บ่อยแค่ไหนก็ไม่ทำให้ติด Copayment
- 💳จังหวะ “ปีที่ร่วมจ่าย”: ต้องร่วมจ่ายทั้งค่าใช้จ่าย IPD และ OPD — เฉพาะ OPD ที่รวมอยู่ในแผนสุขภาพนั้น
- ✅ข้อยกเว้น: ถ้า OPD เป็นสัญญาเสริมที่ซื้อแนบเพิ่มแยกต่างหาก จะไม่โดน Copayment ครับ
รายชื่อ Simple Diseases และโรคที่ไม่นับเข้าเงื่อนไข
Simple Diseases คือโรคหรืออาการไม่รุนแรง รักษาง่าย บางกรณีหายได้เอง และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ส่วนการเคลมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ทุกรายการ จะไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข Copayment เลย ไม่ว่ายอดเคลมจะสูงแค่ไหนครับ
6.1 Simple Diseases (การเจ็บป่วยเล็กน้อย) มีโรคอะไรบ้าง
ตามเอกสารสมาคมประกันชีวิตไทย ตัวอย่างที่ระบุชัดเจนได้แก่:
สังเกตไหมครับ — ทั้งหมดคืออาการที่ “แอดมิทก็ได้ ไม่แอดมิทก็หาย” นี่แหละคือกลุ่มที่เกณฑ์กรณีที่ 1 ตั้งใจจับ
6.2 โรคร้ายแรงและผ่าตัดใหญ่ — เคลมเท่าไหร่ก็ไม่นับเข้าเงื่อนไข
ข่าวดีที่สุดของทั้งระบบครับ: การเคลมโรคร้ายแรง (Critical Illness) และการผ่าตัดใหญ่ (Major Surgery) ไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข Copayment เลย ป่วยหนักรักษาเป็นล้านก็ไม่ทำให้ปีถัดไปติดร่วมจ่าย (ตราบใดที่ยังไม่ติดจากกรณี 1/2 เสียก่อน) รายชื่อตามเอกสารสมาคมฯ สำหรับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่มีนาคม 2568:
กลุ่มสมองและระบบประสาท: โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) · โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว (Motor Neuron Disease) · เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) · เนื้องอกในสมองชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง (Benign Brain Tumor) · ภาวะโคม่า (Coma) · โรคระบบประสาทมัลติเพิลสะเคลอโรสิส (Multiple Sclerosis) · โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) · โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน (Major Stroke) · โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด (Cerebral Aneurysm) หรือรักษาโดยใช้ขดลวดผ่านสายสวน (Endovascular Coiling) · สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Encephalitis) · ภาวะอะแพลลิก (Apallic Syndrome / Vegetative State) · การผ่าตัดลอกหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Endarterectomy) · การรักษาโดยใส่สายสวนเส้นเลือดแดงบริเวณคอ (Carotid Angioplasty and Stent) · การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง (Major Head Trauma) · อัมพาตของกล้ามเนื้อแขนหรือขา (Paralysis) · โรคโปลิโอ (Poliomyelitis) · การฉีกขาดของรากประสาทต้นแขน (Multiple Root Avulsions of Brachial Plexus)
กลุ่มหัวใจและหลอดเลือด: กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (Acute Heart Attack) · โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy) · โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease requiring Angioplasty) · การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (Coronary Artery By-pass Surgery) · การผ่าตัดลิ้นหัวใจโดยวิธีการเปิดหัวใจ (Open Heart Surgery for the Heart Valve) · การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า (Surgery to Aorta) · โรคแรงดันในหลอดเลือดแดงปอดสูงแบบปฐมภูมิ (Primary Pulmonary Arterial Hypertension) · โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Other Serious Coronary Artery Diseases)
กลุ่มมะเร็งและอวัยวะสำคัญ: โรคมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive Cancer) · โรคมะเร็งระยะไม่ลุกลาม (Non-invasive Cancer / Carcinoma in Situ) · ตับวาย (Chronic Liver Disease / End-stage Liver Disease / Liver Failure) · ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure) · โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง/โรคปอดระยะสุดท้าย (Severe COPD / End-stage Lung Disease) · โรคไวรัสตับอักเสบขั้นรุนแรง (Fulminant Viral Hepatitis) · ภาวะตับอ่อนอักเสบที่กลับเป็นซ้ำและเรื้อรัง (Chronic Relapsing Pancreatitis) · ไตอักเสบลูปูสจากโรคซิสเต็มมิค ลูปูส อิริเธมาโตซูส (Lupus Nephritis from SLE) · โรคถุงน้ำในไต (Medullary Cystic Disease) · การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือปลูกถ่ายไขกระดูก (Major Organs Transplantation or Bone Marrow Transplantation)
กลุ่มเลือด กล้ามเนื้อ และอื่นๆ: โรคโลหิตจางจากไขกระดูกไม่สร้างเม็ดโลหิต (Aplastic Anemia) · โรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular Dystrophy) · ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดรุนแรง (Severe Rheumatoid Arthritis) · โรคลำไส้อักเสบเป็นแผลรุนแรง (Severe Ulcerative Colitis or Crohn’s Disease) · โรคเนื้อเยื่อพังผืดอักเสบติดเชื้อและเป็นเนื้อตาย (Necrotizing Fasciitis and Gangrene) · โรคหนังแข็งชนิดลุกลาม (Progressive Scleroderma / Diffuse Systemic Sclerosis) · โรคเท้าช้าง (Elephantiasis) · แผลไหม้ฉกรรจ์ (Major Burn) · ตาบอด (Blindness) · การสูญเสียการได้ยิน (Loss of Hearing) · การสูญเสียความสามารถในการพูด (Loss of Speech) · การสูญเสียการดำรงชีพอย่างอิสระ (Loss of Independent Living) · การทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (Total and Permanent Disability – TPD) · การผ่าตัดกระดูกสันหลังคดที่ไม่ทราบสาเหตุ (Surgery for Idiopathic Scoliosis)
ติดแล้วติดตลอดไปไหม? — กติกาปีต่อปี
ไม่ครับ — Copayment เป็นการพิจารณาแบบปีต่อปี บริษัทประกันจะทบทวนการเคลมทุกรอบปีกรมธรรม์ ติดปีไหนก็มีผลแค่ปีถัดไป ถ้าปีที่ติดเคลมไม่เข้าเกณฑ์ ปีต่อมาก็กลับมาคุ้มครองเต็ม 100% ตามปกติ ไม่ใช่ตราบาปติดตัวตลอดชีพครับ
- ปีที่ 1 (เช่น 2568)เคลมเข้าเกณฑ์กรณี 1, 2 หรือ 3
- ปีที่ 2 (2569)ติด Copayment — ร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ทุกค่ารักษา IPD และ OPD ที่อยู่ในแผน …แต่ถ้าปีนี้เคลมไม่เข้าเกณฑ์…
- ปีที่ 3 (2570)กลับมาคุ้มครองเต็ม 100% ตามปกติ ✅
กลไกการแจ้งก็แฟร์ครับ — บริษัทจะมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนครบกำหนดชำระเบี้ย พร้อมออกบันทึกสลักหลัง (Endorsement) ระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน เราไม่มีทาง “โดนเงียบๆ” โดยไม่รู้ตัว
แต่มีเหรียญอีกด้านที่ฟลุคต้องพูดตรงๆ ตามสไตล์ครับ — ระหว่างปีที่ติด Copayment เบี้ยประกันไม่ได้ลดลงนะครับ จ่ายเบี้ยเท่าเดิม แต่ความคุ้มครองเหลือ 70% หรือ 50% และถ้าปีที่ติดยังเคลมเข้าเกณฑ์อีก ปีถัดไปก็ติดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีปีที่เคลมไม่เข้าเกณฑ์
ข้อควรทราบ และวิธีป้องกันไม่ให้ติด Copayment
วิธีป้องกันไม่ให้ติด Copayment หลักๆ คือ เคลมเมื่อจำเป็นทางการแพทย์จริง อาการเล็กน้อยใช้ OPD หรือรักษาตัวที่บ้าน นับจำนวนครั้งเคลม IPD ของตัวเองทุกปี พิจารณาออกค่าใช้จ่ายเองสำหรับการเจ็บป่วยเล็กน้อยเมื่อใกล้แตะเกณฑ์ 3 ครั้ง และอาจถือประกันสุขภาพ 2 เล่มสลับกันเคลมครับ
8.1 เคลมเมื่อจำเป็น — อาการเล็กน้อย ใช้ OPD หรือรักษาตัวที่บ้าน
พื้นฐานที่สุดแต่สำคัญที่สุด: การนับเงื่อนไข Copayment นับเฉพาะการเคลม IPD (นอนโรงพยาบาล) ครับ เป็นหวัด ท้องเสีย ปวดหัว — หาหมอแบบ OPD กินยา พักผ่อน ไม่กระทบการนับเงื่อนไขเลย การ “ขอนอนสักคืนเดี๋ยวเบิกประกันได้” กับอาการที่ไม่จำเป็น คือพฤติกรรมที่พาเราเข้าเกณฑ์กรณีที่ 1 ตรงๆ
8.2 ใกล้ครบ 3 ครั้ง? — การเคลมครั้งถัดไปควรคิดให้ดี
เกณฑ์ทุกกรณีเริ่มนับที่ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ ดังนั้นถ้าปีนี้เคลมอาการเล็กน้อยไปแล้ว 2 ครั้ง และยอดเคลมเริ่มเข้าใกล้ 2 เท่าของเบี้ย — การเจ็บป่วยเล็กน้อยรอบถัดไป การออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด (ไม่เคลม) อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า เพื่อไม่ให้ปีถัดไปติดร่วมจ่าย 30% กับทุกบิลครับ
ลองคิดเลขง่ายๆ: จ่ายค่ารักษาหวัดเอง 8,000 บาทวันนี้ vs เสี่ยงติด Copay 30% แล้วปีหน้าเจอบิลผ่าตัด 500,000 ต้องควักเอง 150,000 บาท — คำตอบชัดครับ
8.3 ถือประกันสุขภาพ 2 เล่ม — สลับกันเคลม
สำหรับหลายๆ ท่านที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยบ่อย ทางออกหนึ่งที่ตอบโจทย์คือถือประกันสุขภาพ 2 เล่มขึ้นไป แล้วสลับกันเคลม เพื่อกระจายจำนวนครั้งและยอดเคลม ไม่ให้เล่มใดเล่มหนึ่งเข้าเกณฑ์ในปีต่ออายุครับ เพราะเงื่อนไข Copayment พิจารณาแยกรายกรมธรรม์ — เคลมเล่ม A 2 ครั้ง เล่ม B 2 ครั้ง = ยังไม่มีเล่มไหนแตะ 3 ครั้งเลย
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้วิธีนี้: เบี้ย 2 เล่มแพงกว่า 1 เล่มแน่นอนครับ วิธีนี้เหมาะกับคนที่ (1) มีงบเบี้ยเพียงพอ (2) ต้องการวงเงินรวมสูงอยู่แล้ว เช่น เล่มหลักวงเงินใหญ่ + เล่มรองไว้เคลมเรื่องเล็ก ถ้างบจำกัด เล่มเดียวที่เลือกให้ถูกและเคลมอย่างมีวินัย ดีกว่าฝืนถือ 2 เล่มครับ (เปรียบเทียบแผนที่นิยมจับคู่กันได้ที่นี่)
8.4 เช็คลิสต์กันลืม
- ✅เล่มก่อนมีนาคม 2568 → ต่ออายุต่อเนื่อง อย่าให้ขาดเกิน 90 วัน
- ✅อาการเล็กน้อย → OPD หรือดูแลตัวเองที่บ้าน
- ✅นับจำนวนครั้งเคลม IPD ของตัวเองทุกปี — รู้ตัวก่อนแตะ 3 ครั้ง
- ✅จำสูตร: ครั้ง ≥3 และ ยอด ≥2 เท่า (เล็กน้อย) / ≥4 เท่า (โรคทั่วไป) ของเบี้ย
- ✅ได้หนังสือแจ้งจากบริษัท → อ่าน Endorsement ให้ละเอียด แล้วทักฟลุคมาปรึกษาได้ครับ
ถ้าฟลุคเป็นคุณ
ถ้าฟลุคเป็นคุณ: มีเล่มเก่าก่อนมีนาคม 2568 ให้รักษาไว้และต่ออายุตรงเวลาทุกปี · กำลังจะซื้อใหม่ อย่าให้ Copayment ทำให้กลัวจนไม่ทำประกัน เพราะคนเคลมตามจำเป็นแทบไม่มีทางติด · และถ้าติดอยู่ อย่าทิ้งเล่ม เพราะความคุ้มครอง 70% ของบิลหลักล้านยังมีค่ามหาศาลครับ
มีเล่มเก่าก่อนมีนาคม 2568 — รักษาเล่มนั้นไว้ยิ่งชีพ ต่ออายุตรงเวลาทุกปี เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตลาดไม่มีขายแล้ว
กำลังจะซื้อเล่มใหม่ — อย่าให้คำว่า Copayment ทำให้กลัวจนไม่ทำประกันครับ เกณฑ์นี้จับพฤติกรรม “เคลมถี่ผิดปกติกับเรื่องเล็กน้อย” เท่านั้น คนใช้ประกันตามจำเป็นแทบไม่มีทางติด และต่อให้ติดจริง มาดูตัวเลขกันชัดๆ: ป่วยหนักบิล 1,000,000 บาท ตอนติด Copay 30% — บริษัทยังจ่ายให้ 700,000 บาท ครับ ถามตรงๆ ว่าถ้าไม่มีประกันเลย เราจะเอาเงินล้านมาจากไหน?
มีประกันที่ติด Copayment อยู่ — อย่าเพิ่งทิ้งเล่มครับ ความคุ้มครอง 70% หรือ 50% ของบิลหลักแสนหลักล้าน ยังช่วยแบ่งเบาภาระได้มหาศาล และแค่ประคองการเคลมให้ไม่เข้าเกณฑ์หนึ่งปี ทุกอย่างก็กลับมาเต็ม 100% เหมือนเดิม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Copayment
Copayment คืออะไร?
Copayment คือ เงื่อนไขร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล 30% หรือ 50% ในปีต่ออายุ เมื่อปีกรมธรรม์ก่อนหน้ามีการเคลม IPD เข้าเกณฑ์ที่กำหนด มีผลกับประกันสุขภาพทุกบริษัทที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่มีนาคม 2568 และพิจารณาใหม่ทุกปีกรมธรรม์
Copayment กับ Deductible ต่างกันอย่างไร?
Copayment คือการร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุกค่ารักษา (30% หรือ 50%) ที่ถูกบังคับใช้เมื่อเคลมเข้าเกณฑ์ ส่วน Deductible คือค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่เราเลือกรับผิดชอบเองเพื่อแลกเบี้ยที่ถูกลง ถ้ามีทั้งคู่ จะหัก Deductible ก่อนแล้วค่อยคำนวณ Copayment จากส่วนที่เหลือ
เคลมบ่อยแค่ไหนถึงจะติด Copayment?
ต้องเข้าเกณฑ์ทั้งจำนวนครั้งและยอดเคลมพร้อมกัน คือเคลม IPD ตั้งแต่ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และอัตราการเคลมถึง 200% (เจ็บป่วยเล็กน้อย) หรือ 400% (โรคทั่วไป) ของเบี้ยประกันสุขภาพ ขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งก็ไม่ติด
เคลมโรคร้ายแรงหรือผ่าตัดใหญ่ ทำให้ติด Copayment ไหม?
ไม่ครับ การเคลมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข Copayment ไม่ว่ายอดจะสูงแค่ไหน แต่ถ้าติด Copayment จากเงื่อนไขอื่นไปแล้ว ปีที่ติดจะต้องร่วมจ่ายทุกการรักษา IPD รวมถึงโรคร้ายแรงและผ่าตัดใหญ่ด้วย
Copayment มีผลกับ OPD ไหม?
การนับเงื่อนไขการติด Copayment นับเฉพาะการเคลมแบบผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น เคลม OPD ไม่ทำให้ติด แต่ในปีที่ติดร่วมจ่ายแล้ว จะต้องร่วมจ่ายทั้งค่ารักษา IPD และ OPD เฉพาะที่รวมอยู่ในแผนสุขภาพนั้น ส่วน OPD ที่เป็นสัญญาเสริมซื้อแนบเพิ่มแยกต่างหาก ไม่ต้องร่วมจ่าย Copayment
ติด Copayment แล้วเบี้ยประกันลดลงไหม?
ไม่ลดครับ เบี้ยยังเท่าเดิมแต่ความคุ้มครองเหลือ 70% หรือ 50% ในปีที่ติด นี่คือเหตุผลที่การป้องกันไม่ให้ติดตั้งแต่แรกสำคัญกว่าการแก้ทีหลัง
ประกันสุขภาพเล่มเก่าก่อนมีนาคม 2568 จะติด Copayment ไหม?
ไม่ติดครับ ตราบใดที่ต่ออายุต่อเนื่องไม่ขาดเกิน 90 วัน ถ้าปล่อยขาดเกินกำหนดแล้วกลับมาทำใหม่ จะถูกนับเป็นกรมธรรม์ใหม่ที่มีเงื่อนไข Copayment ทันที
เช็คสุขภาพกรมธรรม์ฟรี 30 นาที
เล่มของคุณเสี่ยงติด Copayment แค่ไหน? คุยกับฟลุค 30 นาที คุณจะได้:
✓ แผนจัดการการเคลมปีนี้ เพื่อไม่ให้ปีหน้าติดร่วมจ่าย
✓ เปรียบเทียบทางเลือกตรงๆ รวมโครงสร้าง 2 เล่มว่าคุ้มกับคุณจริงไหม
(ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่กดดันครับ)
📞 080-294-5216 · 📧 wunlawealth@gmail.com · ติดต่อกลับภายใน 30 นาที (ในเวลาทำการ)








